วันนี้ไปไล่จัด file (อันไร้ระเบียบ) ใหม่เจออันโน้น อันนี้ ก็นั่งอ่านไปเรื่อย จนตาแฉะ แล้วก็มาเจออันนี้แหละ ซึ้ง เลยอยากให้เพื่อนๆ อ่านมั่ง
แด่ทุกคนที่ 'มีแม่” และทุกคนที่ 'เป็นแม่'
แปลและเรียบเรียงจาก English Forward Mail -'mother's 8 lies'
แม่โกหกผม 8 ครั้งในชีวิต
1. เรื่องเริ่มขึ้นตอนเมื่อผมเป็นเด็ก ๆ ผมเกิดในครอบครัวยากจน
ครอบครัวของเราจนมากจนต้องอดข้าวบ่อย ๆ
เมื่อไหร่ก็ตามเมื่อถึงเวลากินข้าว...แม่จะแบ่งข้าวม าให้ผมเพิ่มขึ้นอีก
พร้อมทั้งพูดว่า'ลูกต้องกินข้าวเพิ่มขึ้นนะ...ส่วนแม ่ไม่ค่อยหิว'
นี้เป็นครั้งแรกที่แม่โกหกผม
วันพุธที่ 14 กรกฎาคม พ.ศ. 2553
วันพุธที่ 16 มิถุนายน พ.ศ. 2553
ทำเอง หนูทำได้
ทำเอง หนูทำได้
พอข้ามพ้นวัยแบเบาะ เจ้าหนูตัวน้อยก็คันพบความสามารถหลายอย่างในตัวเอง และเริ่มสนุกกับสิ่งแปลกใหม่ในชีวิต ฉะนั้นเรื่องจะทำอะไรด้วยตัวเองน่ะ ชอบนักแหละ คุณพ่อคุณแม่รีบฉวยโอกาสดีๆอย่างนี้ฝึกเจ้าลูกคนเก่งให้รู้จักช่วยเหลือตัวเองกันเถอะค่ะ
เรื่องที่จะฝึกให้รู้จักช่วยเหลือตัวเองนั้นก็ไม่ใช่เรื่องใหญ่เรื่องโตอะไร เป็นเรื่องที่อยู่ในชีวิตประจำวันนี่ล่ะ ถึงวัยนี้เรียกได้ว่าลูกพร้อมรับการฝึกแล้วค่ะ เพราะพัฒนาการทางกายที่พัฒนามาจนช่ำชองกว่าเมื่อก่อนเยอะ โดยเฉพาะกล้ามเนื้อมือและข้อมือที่สามารถทำงานเคลื่อนไหวได้คล่องขึ้น มือและนิ้วมือทำงานประสานกันได้ดี และสามารถขยับใช้นิ้วแต่ละนิ้วได้ ลูกจึงสามารถหยิบจับสิ่งของต่างๆได้มั่นคงขึ้น บวกกับพัฒนาการด้านอื่นๆที่เพิ่มมากขึ้น ทำให้แกรู้สึกสนุกกับการหยิบจับ ทำอะไรด้วยตัวเอง โดยไม่ต้องการให้พ่อแม่เข้ามาช่วยเหลือเหมือนอย่างแต่ก่อน
นี่เองคือจังหวะทองที่จะเปิดโอกาสให้ลูกได้เรียนรู้ และฝึกฝนปฏิบัติกิจวัตร
ประจำวันของตัวเอง โดยคุณพ่อคุณแม่ต้องลดบทบาทหน้าที่ จากที่เคยเป็นฝ่ายทำให้ก็เปลี่ยน ไปเป็นผู้ฝึกหัด เตรียมอุปกรณ์อำนวยความสะดวกและเป็นกองหนุนสำคัญให้ลูกค่ะ สำหรับคุณพ่อคุณแม่นักจัดการที่ชอบจัดแจงทำทุกอย่างให้ลูก ไม่ว่าจะด้วยเหตุผลอะไรก็ตาม ก็ยังไม่สายเกินไปที่จะมองข้ามสิ่งเหล่านั้น เพื่อมองไปถึงสิ่งดีๆในวันข้างหน้าที่จะเกิดกับลูก เมื่อแกรู้จักช่วยเหลือตัวเอง
สิ่งดีๆที่ว่านั้นก็คือ* ความรู้สึกพึงพอใจในตัวเองที่จะเกิดขึ้น หลังจากที่แกรู้ถึงความสามารถ
พอข้ามพ้นวัยแบเบาะ เจ้าหนูตัวน้อยก็คันพบความสามารถหลายอย่างในตัวเอง และเริ่มสนุกกับสิ่งแปลกใหม่ในชีวิต ฉะนั้นเรื่องจะทำอะไรด้วยตัวเองน่ะ ชอบนักแหละ คุณพ่อคุณแม่รีบฉวยโอกาสดีๆอย่างนี้ฝึกเจ้าลูกคนเก่งให้รู้จักช่วยเหลือตัวเองกันเถอะค่ะ
เรื่องที่จะฝึกให้รู้จักช่วยเหลือตัวเองนั้นก็ไม่ใช่เรื่องใหญ่เรื่องโตอะไร เป็นเรื่องที่อยู่ในชีวิตประจำวันนี่ล่ะ ถึงวัยนี้เรียกได้ว่าลูกพร้อมรับการฝึกแล้วค่ะ เพราะพัฒนาการทางกายที่พัฒนามาจนช่ำชองกว่าเมื่อก่อนเยอะ โดยเฉพาะกล้ามเนื้อมือและข้อมือที่สามารถทำงานเคลื่อนไหวได้คล่องขึ้น มือและนิ้วมือทำงานประสานกันได้ดี และสามารถขยับใช้นิ้วแต่ละนิ้วได้ ลูกจึงสามารถหยิบจับสิ่งของต่างๆได้มั่นคงขึ้น บวกกับพัฒนาการด้านอื่นๆที่เพิ่มมากขึ้น ทำให้แกรู้สึกสนุกกับการหยิบจับ ทำอะไรด้วยตัวเอง โดยไม่ต้องการให้พ่อแม่เข้ามาช่วยเหลือเหมือนอย่างแต่ก่อน
นี่เองคือจังหวะทองที่จะเปิดโอกาสให้ลูกได้เรียนรู้ และฝึกฝนปฏิบัติกิจวัตร
ประจำวันของตัวเอง โดยคุณพ่อคุณแม่ต้องลดบทบาทหน้าที่ จากที่เคยเป็นฝ่ายทำให้ก็เปลี่ยน ไปเป็นผู้ฝึกหัด เตรียมอุปกรณ์อำนวยความสะดวกและเป็นกองหนุนสำคัญให้ลูกค่ะ สำหรับคุณพ่อคุณแม่นักจัดการที่ชอบจัดแจงทำทุกอย่างให้ลูก ไม่ว่าจะด้วยเหตุผลอะไรก็ตาม ก็ยังไม่สายเกินไปที่จะมองข้ามสิ่งเหล่านั้น เพื่อมองไปถึงสิ่งดีๆในวันข้างหน้าที่จะเกิดกับลูก เมื่อแกรู้จักช่วยเหลือตัวเอง
สิ่งดีๆที่ว่านั้นก็คือ* ความรู้สึกพึงพอใจในตัวเองที่จะเกิดขึ้น หลังจากที่แกรู้ถึงความสามารถ
วันพฤหัสบดีที่ 27 พฤษภาคม พ.ศ. 2553
รู้มั้ย...ทำไมหนูขี้กลัว
รู้มั้ย...ทำไมหนูขี้กลัว
เด็กวัย 2 ขวบเขามักจะกลัวอะไรที่สุดแสนจะไม่คาดคิดเชียวล่ะ เช่น เจ้าด่างข้างบ้าน ฟ้าร้อง สัตว์ประหลาด ตัวตลก ซากไดโนเสาร์ในพิพิธภัณฑ์ ทราย น้ำ แต่การทีเด็กวัยนี้จะกลัวอะไรสักอย่างโดยไม่มีเหตุผล ไม่ใช่เรื่องผิดปกติอะไรเพราะ... เด็กสองขวบยืนหยัดได้ด้วยตัวเอง แกสามารถวิ่งได้อย่างแข็งขัน ช่างจ้อมากขึ้น ทำให้แกสามารถทำอะไรตามใจปรารถนาตัวเองได้ รู้สึกเป็นอิสระจากการถูกควบคุมมากขึ้น เพราะพ่อแม่ยอมปล่อยให้แกวิ่งไปทางโน้นที ทางนี้ที อีกใจหนึ่งก็รู้สึกไม่ปลอดภัยและมั่นคงสักเท่าไหร่ ตรงที่ถูกสอนให้เริ่มรู้จักระมัดระวังสิ่งแวดล้อมรอบตัวมากขึ้น เริ่มจะต้องแยกจากพ่อแม่ ตัวก็ยังเล็กจนต้องแหงนคอตั้งบ่าเพื่อคุยกับผู้ใหญ่ น้องหนูจึงต้องคอยระวังตัวด้วยว่าจะถูกคุกคามจากสิ่งต่างๆ รอบกายหรือไม่ และเพื่อทดแทนความรู้สึกไม่มั่นใจนี้ สิ่งรอบกายอยู่ในอำนาจของแก (To feel in control) จะได้เดาว่าอีกไม่กี่อึดใจข้างหน้าจะเกิดอะไรขึ้น เพราะฉะนั้นการแสดงความกลัว เพื่อหยุดสิ่งแวดล้อมให้ห่างจากตัวเอง จะทำให้แกรู้สึกว่าควบคุมได้ แต่ถ้าตัวตลกหรือหุ่นยนต์โผล่พรวดมาทักทายแบบประชิดตัว หวังจะให้เป็นเรื่องสนุก ก็อาจทำให้น้องหนูร้องไห้จ้าขึ้นมาได้ความกลัวจึงเป็นพัฒนาการอีกขั้นของเด็กวัยนี้ ถ้าปีที่แล้วคุณเห็นลูกเล่นน้ำทะเลอย่างสนุกสนาน แต่มาปีนี้ไม่ยอมให้เท้าแตะผืนทรายเลย ก็ไม่ต้องแปลกใจนะคะรอให้ถึง 3 ขวบ แล้วค่อยมาดูกันอีกที แต่ถ้าไม่ใช่เรื่องของพัฒนาการตามวัย คุณต้องช่วยลูกหาสาเหตุก่อนแก้ไขแล้วล่ะค่ะ
เด็กวัย 2 ขวบเขามักจะกลัวอะไรที่สุดแสนจะไม่คาดคิดเชียวล่ะ เช่น เจ้าด่างข้างบ้าน ฟ้าร้อง สัตว์ประหลาด ตัวตลก ซากไดโนเสาร์ในพิพิธภัณฑ์ ทราย น้ำ แต่การทีเด็กวัยนี้จะกลัวอะไรสักอย่างโดยไม่มีเหตุผล ไม่ใช่เรื่องผิดปกติอะไรเพราะ... เด็กสองขวบยืนหยัดได้ด้วยตัวเอง แกสามารถวิ่งได้อย่างแข็งขัน ช่างจ้อมากขึ้น ทำให้แกสามารถทำอะไรตามใจปรารถนาตัวเองได้ รู้สึกเป็นอิสระจากการถูกควบคุมมากขึ้น เพราะพ่อแม่ยอมปล่อยให้แกวิ่งไปทางโน้นที ทางนี้ที อีกใจหนึ่งก็รู้สึกไม่ปลอดภัยและมั่นคงสักเท่าไหร่ ตรงที่ถูกสอนให้เริ่มรู้จักระมัดระวังสิ่งแวดล้อมรอบตัวมากขึ้น เริ่มจะต้องแยกจากพ่อแม่ ตัวก็ยังเล็กจนต้องแหงนคอตั้งบ่าเพื่อคุยกับผู้ใหญ่ น้องหนูจึงต้องคอยระวังตัวด้วยว่าจะถูกคุกคามจากสิ่งต่างๆ รอบกายหรือไม่ และเพื่อทดแทนความรู้สึกไม่มั่นใจนี้ สิ่งรอบกายอยู่ในอำนาจของแก (To feel in control) จะได้เดาว่าอีกไม่กี่อึดใจข้างหน้าจะเกิดอะไรขึ้น เพราะฉะนั้นการแสดงความกลัว เพื่อหยุดสิ่งแวดล้อมให้ห่างจากตัวเอง จะทำให้แกรู้สึกว่าควบคุมได้ แต่ถ้าตัวตลกหรือหุ่นยนต์โผล่พรวดมาทักทายแบบประชิดตัว หวังจะให้เป็นเรื่องสนุก ก็อาจทำให้น้องหนูร้องไห้จ้าขึ้นมาได้ความกลัวจึงเป็นพัฒนาการอีกขั้นของเด็กวัยนี้ ถ้าปีที่แล้วคุณเห็นลูกเล่นน้ำทะเลอย่างสนุกสนาน แต่มาปีนี้ไม่ยอมให้เท้าแตะผืนทรายเลย ก็ไม่ต้องแปลกใจนะคะรอให้ถึง 3 ขวบ แล้วค่อยมาดูกันอีกที แต่ถ้าไม่ใช่เรื่องของพัฒนาการตามวัย คุณต้องช่วยลูกหาสาเหตุก่อนแก้ไขแล้วล่ะค่ะ
สมัครสมาชิก:
บทความ (Atom)

